It takes all the running you can do, to keep in the same place.

ถ้าเราหยุด เราแพ้ทันที ประโยคของ Lewis Carroll คือความรู้สึกของยุคนี้ Keynes เคยทำนายว่าเราจะทำงานแค่สัปดาห์ละ 15 ชั่วโมง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ 15 ชั่วโมงต่อวัน และการพักที่ต้องหาเหตุผลมารองรับว่าช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น

ชายคนหนึ่งวิ่งบนทางหินที่วนกลับมาที่เดิมใต้แสงจันทร์เต็มดวง ถัดไปบนทางเส้นเดียวกันมีเตียงที่เปิดโคมไฟและกองกระดาษ การพักจึงเป็นจุดหนึ่งบนเส้นทางงาน ไม่ใช่การออกจากเส้นทาง

ภาษาอื่น / Other language: English · ไทย

It takes all the running you can do, to keep in the same place. — Lewis Carroll

ประโยคนี้ คือสิ่งที่เรารู้สึกอยู่ ณ ตอนนี้

ถ้าเราหยุด เราแพ้ทันที ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องวิ่งต่อไป และทางเดียวที่จะชนะ คือต้องเร่งความเร็วขึ้นอีกด้วย

แล้วเราจะได้พักเมื่อไรล่ะเนี่ย?

เราสามารถพักได้ เพื่อให้มีแรงวิ่งต่อใช่ไหม?

แต่เดี๋ยว! มันใช่เหรอ?? ทำไมเหตุผลของการพัก ถึงกลับเป็นว่า จะได้ไม่ burnout แล้วเกมโอเวอร์ไปซะล่ะ?

ในยุคศตวรรษที่ 19 เคยมีสโลแกนว่า

"Eight hours' labour, Eight hours' recreation, Eight hours' rest" — Robert Owen

แต่ความรู้สึกเราในยุคนี้ กลับกลายเป็นว่า ถ้าเวลาไหนไม่ได้นอน ก็ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด!

ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหัวถึงหมอนไม่หลับทันที จะรู้ inefficient อย่างมาก
มีแต่ความคิดที่ว่า ถ้าไม่หลับตอนนี้ ภายใน 3 นาทีนี้ พรุ่งนี้จะไม่เฟรช แล้วจะทำงานได้ไม่เต็มที่!


ทั้งๆ ที่เมื่อประมาณศตวรรษก่อน Keynes เคยทำนายไว้ว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น คนจะสบายขึ้น และสัปดาห์นึงจะเหลือชั่วโมงทำงานแค่ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จนน่ากังวลว่าจะไม่รู้จะเอาเวลาไปทำอะไร

ทว่า…สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า 15 ชั่วโมงนั่นน่ะ ไม่ใช่ต่อสัปดาห์ แต่เป็นต่อวันต่างหาก


เมื่อใจนึงอยากพักจะแย่ ในขณะที่เสียงในหัวบอกว่า ต้องใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ สมองอันชาญฉลาดของเราก็หาเหตุผลให้สองสิ่งนี้ อยู่ร่วมกันได้ นั่นคือ …ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด หากจะให้ตัวเองนอนหลับสักหน่อย เพราะว่าการนอน ก็เป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์ และเป็นผลดีต่อ productivity รวมเช่นกัน!

ไม่ว่าจะการออกกำลังกาย การมีงานอดิเรกอะไรทั้งหลาย ต้องมีเหตุผลหมด ว่าสิ่งนี้มันสร้างประโยชน์ยังไงบ้าง เช่น พอออกกำลังกาย เราก็เจ็บป่วยน้อยลง หรือการอ่านหนังสือช่วยสร้างคลังคำศัพท์ และบ่มเพาะ empathy

คือแค่เหตุผลว่าเราพอใจกับสิ่งนี้ เรามีความสุขกับมัน นั้นไม่มีน้ำหนักมากพอให้สมองเรายอมรับได้


พอมายุคเอไอนี่ยิ่งแล้วใหญ่ แต่ละคนมีโปรเจคต้องทำเป็นสิบเป็นร้อยโปรเจค แต่ละโปรเจค ต้องคุมเอเจนต์หลักสิบ+

แทนที่จะมีเวลามากขึ้นเพราะมีเอไอช่วย กลับกลายเป็นว่า เราต้องสร้างผลงานให้ได้มากกว่าเดิมหลายๆ เท่าเพราะเรามีเอไอช่วย!

ถ้ามีเวลาเหลือ (ที่ยังไม่ถึงขั้นหัวถึงหมอนแล้วแบตหมดทันที) ก็ต้องเอามาไล่ตามเปเปอร์ และบทความของ lab ต่างๆ

ส่วนการพักน่ะเหรอ? มันคือหนทางไปสู่การทำงานได้มากขึ้นเท่านั้นเอง!

แทนที่การทำงานจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่สำคัญในชีวิต ชีวิตมนุษย์เรากลับกลายเป็น infrastructure ที่ซัพพอร์ตให้งานสำเร็จ 😥


เอ๊ะ หรือเราจะ burnout กันนะ?